มิ้วกี้ ไปรยา เปิดใจทั้งน้ำตา ชีวิตพังหลังเลิกสามีจบไม่สวย ยอมแลกทุกอย่างเพื่อลูก

Author:

จากกรณีที่อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ‘มิ้วกี้ ไปรยา ผดุงสุข’ ได้ออกมาไลฟ์สดเปิดใจทั้งน้ำตา เล่าถึงประสบการณ์ช่วงชีวิตที่ตกต่ำยาวนานกว่า 2 ปีเต็ม โดยระบุว่าช่วงเวลาดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นหลังจากการเลิกรากับอดีตสามีที่คบหากันมากว่า 10 ปี ทำให้เธอต้องเผชิญกับกระแสดราม่ารอบด้าน และการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต ซึ่งคือการยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้สิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูกเพียงผู้เดียว

จากชีวิตที่เคยมีพร้อมทุกอย่าง วันนี้เหลือเพียงบ้านหลังเดียว มิ้วกี้ เผยว่าจำเป็นต้องขายทรัพย์สินแบรนด์เนมแทบทั้งหมด รวมถึงกระเป๋า Hermès ใบโปรด เพื่อนำเงินมาประคองชีวิตในวันที่ไม่เหลืออะไร ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ยังคงถาโถมไม่หยุดหย่อน

มิ้วกี้ ได้เปิดเผยความรู้สึกว่า “กลายเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองเลย จะคบกับใครก็คือเป็นกระแสไปหมดทุกอัน บางทีเรามองเป็นเรื่องดี ๆ ไปพูดให้ทัศนคติคนด้วยซ้ำ แต่ว่ามันกลายเป็นแบบว่าเรา มันจะมีคอมเมนต์นู่นนี่นั่น กลายเป็นว่าคบกับผู้หญิงก็สร้างกระแส เธอ ฉันชอบผู้หญิงจริง ๆ นะ ทุกวันนี้ฉันก็ยังชอบอยู่ ฉันชอบทั้งผู้หญิง ฉันก็ชอบผู้ชาย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

เธอกล่าวเสริมว่าจุดเริ่มต้นของความยากลำบากที่สุดคือช่วงที่เลิกรากับสามี “แต่ที่หนักที่สุด เริ่มขึ้นมาหนักที่สุด เริ่มตั้งแต่พี่เลิกกับสามี ย้อนกลับไปเลยตั้งแต่ตอนเลิกกับสามี ก็โดนหนักมาก ๆ ซึ่งตั้งแต่ตอนนั้นมันเป็นแผลที่ใหญ่มาก ๆ อยากให้ทุกคนคิดตามมิวกี้นะคะ วันนี้เราจะมาคุยกันแบบเปิดใจ จะเปิดใจทุกอย่างกับความรู้สึกของพี่ และอยากให้ทุกคนเข้าใจ”

การเลิกรากับคนที่อยู่ด้วยกันมา 10 ปี แม้ภายนอกจะดูเข้มแข็ง แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยบาดแผลที่ลึกซึ้ง มิ้วกี้ ยอมรับว่าไม่ได้รักษาตัวเองเลย และไม่รู้ว่ามีบาดแผลในใจที่เจ็บปวดตลอดเวลา ส่งผลให้ช่วงนั้นเธออยู่คนเดียวไม่ได้ นอนไม่หลับเป็นปี ๆ และฝันร้ายตลอดเวลา น้ำหนักลดลงกว่า 10 กิโลกรัม โดยที่คนรอบข้างไม่เคยรับรู้

นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับการไกล่เกลี่ยทั้งเรื่องลูกและทรัพย์สิน ซึ่งเธอบรรยายว่าไม่ได้สวยงามเหมือนที่ทุกคนเห็น แต่กลับเละเทะและย่ำแย่ที่สุดในชีวิต การตกลงเรื่องการเลี้ยงดูลูกนั้น มิ้วกี้ ได้ขอสิทธิ์ให้ลูกอยู่กับเธอเพียงผู้เดียว ซึ่งต้องแลกมาด้วยหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ได้จบลงอย่างสวยงาม ทำให้เธอต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด เหลือเพียงบ้านหลังเดียว และต้องซื้อรถใหม่ด้วยตัวเอง

หลังจากนั้น กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง มิ้วกี้ เข้าใจว่าทุกคนมีมุมมองของตัวเอง แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก สิ่งที่เธอทำบ่อยที่สุดคือการกอดลูกและร้องไห้ พร้อมบอกตัวเองว่าแม่ยอมได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งร้านที่เคยเป็นของเธอ ก็ยกให้อีกฝ่ายเพื่อให้เรื่องจบลง เธอกล่าวว่าบางครั้งยังไม่กล้ามอง เพราะมองแล้วใจหาย เป็นช่วงเวลาที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิต

ในท้ายที่สุด มิ้วกี้ ได้กล่าวถึงทรัพย์สินที่เคยครอบครองว่า “ทุกวันนี้มิวกี้ไม่เหลือกระเป๋า Hermès แม้แต่ใบเดียว แต่ก็ไม่ได้เสียใจ เพราะมิวกี้คิดมาตลอดว่าตัวเองมาจากศูนย์ ไม่เคยฝันว่าจะมีบ้านใหญ่หรือรถสวย เป้าหมายจริง ๆ คือทำให้พ่อแม่สบาย และครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น กระเป๋า รองเท้า เป็นแค่กำไรในชีวิต เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้มันไม่มี ก็ไม่เสียใจ และไม่จำเป็นต้องไปยืมของใครมาเพื่อรักษาภาพลักษณ์ กำไรของที่เคยรักมาก ๆ มิวกี้ขายไปเกือบหมด เหลือแค่ชิ้นเดียว”

เธอยังเน้นย้ำว่าของเหล่านั้นเคยถูกมองว่าเป็นความฟุ่มเฟือย แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตเธอในวันที่ไม่มีอะไรเลย ทำให้สามารถประคองชีวิตอยู่ได้ถึงสองปี ทุกครั้งที่ต้องขาย โดยเฉพาะชิ้นที่รักมาก ๆ เธอจะร้องไห้ เพราะมันคือความเหนื่อยทั้งหมดที่แลกมาจากการทำงานอย่างหนักตั้งแต่เช้าถึงดึก นอนน้อย เพื่อเก็บเงินซื้อสิ่งเหล่านี้ และรู้มาตลอดว่าวันหนึ่งหากเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยมันยังสามารถนำมาขายเพื่อประคองชีวิตได้