วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณาคดีที่ 907 ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำ อ.1486/2566 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายพฤติกร (สงวนนามสกุล) หรือ ต้นไผ่ (นามสมมติ) เป็นจำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยจำเลยหลบหนีระหว่างการพิจารณาคดี
ในคดีนี้ ศาลมีคำสั่งออกหมายจับและปรับนายประกัน ขณะที่ทนายความของจำเลย คือ นายอานนท์ นำภา ทนายความและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งอยู่ระหว่างรับโทษจำคุกจากคดีมาตรา 112 ได้เดินทางจากเรือนจำเข้าร่วมฟังการพิจารณาของศาล
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาให้จำคุกนายพฤติกร รวมโทษ 20 ปี ในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันและความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์
โจทก์ระบุในคำฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 2 ที่บัญญัติให้ประเทศไทยมีการปกครองระบอบดังกล่าว และมาตรา 6 ที่บัญญัติให้องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ และผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2565 จำเลยได้กระทำการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยเผยแพร่ผ่านแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ เป็นการใส่ความ หมิ่นประมาท และดูหมิ่นเหยียดหยามพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ
การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะทำให้พระมหากษัตริย์ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง อีกทั้งเป็นการปลุกปั่นให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดและจูงใจให้ต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ จนอาจก่อให้เกิดความเกลียดชัง โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อมูลที่โพสต์เป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) ซึ่งเป็นความผิดหลายบท ให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด คือ มาตรา 112
เนื่องจากการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ศาลจึงพิพากษาให้ลงโทษทุกกระทงความผิด โดยลงโทษจำเลย 10 กระทง กระทงละ 3 ปี รวมโทษจำคุก 30 ปี และให้ลงโทษจำคุกต่อจากคดีหมายเลขดำ อ.1485/2566 ของศาลอาญา